ผู้ปกครองควรดูแลบุตร ไม่ให้ไป “ปรุง” ยาเสพติด เพราะจะเป็นผู้ผลิต ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1664/2560 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 นิยามคำว่า "ผลิต" หมายความว่า เพาะ ปลูก ทำ ผสม ปรุง แปรสภาพ เปลี่ยนรูป สังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และให้หมายความรวมถึงการแบ่งบรรจุ หรือรวมบรรจุด้วย การผลิตตามความมุ่งหมายในการออกกฎหมายดังกล่าวจึงไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การผลิตตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่มีความหมายครอบคลุมกว้างขวางถึงการผสมและการปรุงด้วย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันต้มน้ำพืชกระท่อมแล้วนำมาผสมกับยาแก้ไอเพื่อให้เกิดการมึนเมา จึงเข้าลักษณะของการผสมและการปรุงอันเป็นการผลิตตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท...

ภริยา “หึงหวงมาก” สามีฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2537การที่จำเลยสืบทราบว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่นจึงเสพสุรา สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท และติดตามควบคุมโจทก์ในวิทยาลัยที่โจทก์ทำงานอยู่นั้น แม้พฤติการณ์ของจำเลยจะก่อให้โจทก์เกิดความเบื่อหน่ายอับอายในหมู่เพื่อนอาจารย์และนักศึกษา แต่ก็เกิดจากความรักหึงหวงหวาดระแวงของจำเลยตามวิสัยสตรีเพศที่เป็นภริยาซึ่งอาจปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ถ้าโจทก์ไม่แสดงความรำคาญใจและฝักใฝ่ในสตรีอื่นให้ปรากฏ ทั้งจำเลยเองก็ไม่สมัครใจหย่าตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นประพฤติชั่วที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงหรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเดือดร้อนเกินควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้

ด่าว่า “ไอ้หน้าโง่” มีความผิดฐานดูหมิ่นหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7572/2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วมภายหลังจากการสืบพยานโจทก์นัดแรกผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นรับบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์ร่วม และอนุญาตให้โจทก์ร่วมนำพยานของตนเข้าสืบภายหลังสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ศาลจึงใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมรับฟังพยานของโจทก์ร่วมได้ ปัญหาว่าการกระทำใดไม่เป็นความผิดเพราะขาดองค์ประกอบนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำต่อโจทก์ร่วมว่า "มึงเข้าไปในที่ของกูได้อย่างไร กูจะแจ้งข้อหาบุกรุกมึง มึงเป็นผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้หน้าที่ ไอ้หน้าโง่มึงต้องเจอกับกูแน่ที่ศาล" นั้น เห็นได้ว่าสรรพนามที่จำเลยใช้แทนตัวจำเลยและโจทก์ร่วมว่ากูและมึงนั้นเป็นเพียงถ้อยคำไม่สุภาพ ส่วนถ้อยคำในทำนองว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ใหญ่บ้านไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่รู้กฎหมายและจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับโจทก์ร่วมนั้นเป็นเพียงถ้อยคำต่อว่าโจทก์ร่วมที่เข้าไปในที่ดินของ ม. พ่อตาจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาต และแสดงเจตนาที่จะดำเนินคดีกับโจทก์ร่วมเท่านั้น ไม่ใช่ถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยามโจทก์ร่วม แต่ที่จำเลยว่าโจทก์ร่วมว่าไอ้หน้าโง่นั้น...

ต่อว่าผู้อื่น”อีหัวล้าน” ผิดดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่

อีหัวล้าน "เป็นเพียงคำพูดที่ไม่สุภาพ คำพิพากษาศาลฎีกาที่2411/2537ซักฟอกนางวันเพ็ญว่า "อีหัวล้าน" เป็นเพียงคำพูดที่ไม่สุภาพไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่อย่างใด เงินอุดหนุนที่จำเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยของเงินบำนาญของประชาชนอย่างจริงจัง การยกเลิกการจ้างงานดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีการยกเลิกการจ้างงานการรับรู้และการยกเลิกการจ้างคนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นด้วยความใส่ใจ "อีหัวล้าน"

ต่อว่าผู้อื่นว่า ““ประธานใช้ครูอย่างขี้ข้า”” จะมีความผิดฐานหมิ่นประมาทต่อผู้อื่นหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2867/2547 คำว่า "ดูหมิ่น" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง ดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอาย เป็นที่เกลียดชังของประชาชน โดยถ้อยคำดังกล่าวจะต้องเป็นการเหยียดหยามผู้อื่น หาใช่ตัวผู้กล่าวเองไม่ คำกล่าวของจำเลยในที่ประชุมกรรมการโรงเรียนซึ่งผู้เสียหายเป็นประธานการประชุมที่ว่า "ประธานใช้ครูอย่างขี้ข้า" นั้น จำเลยมิได้เหยียดหยามตัวผู้เสียหายว่ามีสถานภาพอย่างขี้ข้าหรือผู้รับใช้ แต่เป็นการพูดถึงสถานภาพของครูในโรงเรียน รวมทั้งจำเลยว่าเป็นผู้รับใช้ของผู้เสียหาย เป็นการพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและครูในโรงเรียนว่าถูกผู้เสียหายใช้งานเยี่ยงคนรับใช้ แม้จำเลยใช้คำว่า "ขี้ข้า" ซึ่งเป็นถ้อยคำเปรียบเทียบที่ไม่สุภาพมากล่าวในที่ประชุม แต่เมื่อคำว่า "ขี้ข้า" ในที่นี้จำเลยหมายถึง...

ด่าผู้อื่น “ตอแหล” มีความผิดฐานดูหมิ่นหรือไม่

คำพิพากษาสรุปที่ 8919/2552 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8919/2552 การดูหมิ่นผู้อื่น หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท หรือทำให้อับอาย การวินิจฉัยว่าการกล่าววาจาอย่างไรเป็นการดูหมิ่นผู้อื่นหรือไม่ จึงต้องพิจารณาว่าถ้อยคำที่กล่าวเป็นการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาทผู้ที่ถูกกล่าว หรือทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวอับอายหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการดูหมิ่นแล้ว เมื่อตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า "ตอแหล" ว่า เป็นการด่าคนที่พูดเท็จ ซึ่งมีความหมายในทางเสื่อมเสีย การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อผู้เสียหายจึงเป็นการด่าผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและสบประมาทผู้เสียหายว่าเป็นคนพูดเท็จ จึงเป็นการดูหมิ่นผู้เสียหายอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา...

ผู้หญิงหึงหวง-สามีฟ้องหย่าได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2537การที่จำเลยสืบทราบว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่นจึงเสพสุรา สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาท และติดตามควบคุมโจทก์ในวิทยาลัยที่โจทก์ทำงานอยู่นั้น แม้พฤติการณ์ของจำเลยจะก่อให้โจทก์เกิดความเบื่อหน่ายอับอายในหมู่เพื่อนอาจารย์และนักศึกษา แต่ก็เกิดจากความรักหึงหวงหวาดระแวงของจำเลยตามวิสัยสตรีเพศที่เป็นภริยาซึ่งอาจปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ถ้าโจทก์ไม่แสดงความรำคาญใจและฝักใฝ่ในสตรีอื่นให้ปรากฏ ทั้งจำเลยเองก็ไม่สมัครใจหย่าตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยจึงยังไม่ถึงขั้นประพฤติชั่วที่เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงหรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเดือดร้อนเกินควร หรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้            

เจ้าอาวาส(จำเลย) โต้ตอบโจทก์ที่เคยมาทอดกฐินโดยอาศัย ป.อ. มาตรา 329 (1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

คำพิพากษาสรุปที่ 20106/2556 พิมพ์คำพิพากษา เงินก้อนใหญ่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนเคยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องกับการวัดและประเมินผลการพิจารณาคดีต่างๆของรัฐบาลกลาง เจือจางข้อความที่ไร้ค่าว่าเคยบวชพระและมีประวัติเป็นอลัชชียักยอกเงินของวัดไม่มีความทุกข์ต่อบาปและเขียนป้ายประก มาตรการป้องกันการปลอมแปลงและปราบปรามการปลอมแปลงเงินก้อนและเงินก้อนใหญ่เพื่อคนที่มีความสามารถในการอ่านและเขียนด้วยลายมือ เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดและได้รับผลทำให้เสียอาคารถูกดูหมิ่นถูกทรมานชังการแสดงข้อความของเชื้อสายกระทำโดย สุจริตเพื่อความชอบธรรมที่จะป้องกันส่วนที่เกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตาม ป.อ. 329 (1) ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท  

หญิงกล่าวว่าชายมีพฤติการณ์ “เจ้าชู้” มีความผิดหมิ่นประมาทหรือไม่

. หญิงกล่าวว่าชายมีพฤติการณ์ “เจ้าชู้” ไม่ผิดหมิ่นประมาท ฎีกาที่ 3015/2543 สมชาย ชุมนุมวรรณ์·วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2018อ่านแล้ว 23 ครั้ง คำพิพากษาย่อสั้น จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากห้าง ฯ ไป ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และจำเลยที่...

ความหมายของการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามคำพิพากษาศาลฎีกามีว่าอย่างไร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8016/2556 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 คือ “ดูหมิ่น” ซึ่งหมายถึงการด่า...